ปรัชญา คือศาสตร์แขนงหนึ่งที่แสวงหาความจริง ความรู้และคุณค่าในสิ่งต่างๆ อย่างเป็นระบบ การศึกษาปรัชญาปฏิบัตินิยมต้องศึกษาว่าปรัชญานี้มีความจริงว่าอย่างไร ความรู้คืออะไร และคุณค่าคืออะไร
ความคิดของนักปรัชญา เช่น
1. เฮราคลิตุส (Heraclitus) เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงและการแปรสภาพของสรรพสิ่งในจักรวาลเปลี่ยนแปลงไปสู่แบบและรูปร่างใหม่ๆ ตลอดเวลา ไม่มีสิงใดหยุดนิ่ง ไม่มีสิ่งใดตายตัว ไม่มีสิ่งใดคงสภาพอยู่เช่นเดิม การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา
2. พวกโสฟิสต์ (The Sophists) มีความเชื่อเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของมนุษย์ เช่น วิธีการหาความรู้ ความคิด ความรู้สึก เน้นการปฏิบัติของมนุษย์ ไม่ใช่แสวงหาความจริงเกี่ยวกับจักวาล
3. ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) มีความเชื่อเกี่ยวกับวิธีการหาความรู้ของมนุษย์ เชื่อว่ามนุษย์ควรมีวิธีการค้นหาความรู้อย่างเป็นระบบ เริ่มจาก การสังเกต การรวบรวมข้อเท็จจริง ค้นคว้าทดลองและสรุป
4. โอกุสต์ กองต์ (Auguste Comte) มีความคิดว่าความเจริญก้าวหน้าเป็นไปตามลำดับขั้น 3 ขั้น คือ
4.1 ขั้น เทววิทยา
4.2 ขั้น อภิปรัชญา
4.3 ขั้น ปฏิฐาน
วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551
ความเป็นมาของปรัชญาปฏิบัตินินม
ปรัชญา คือศาสตร์แขนงหนึ่งที่แสวงหาความจริง ความรู้และคุณค่าในสิ่งต่างๆ อย่างเป็นระบบ การศึกษาปรัชญาปฏิบัตินิยม
ต้องศึกษาว่าปรัชญานี้มีความจริงว่าอย่างไร ความรู้คืออะไร และคุณค่าคืออะไร
ความคิดของนักปรัชญา เช่น
1. เฮราคลิตุส (Heraclitus) เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงและการแปรสภาพของสรรพสิ่งในจักรวาลเปลี่ยนแปลงไปสู่แบบและรูปร่างใหม่ๆ ตลอดเวลา ไม่มีสิงใดหยุดนิ่ง ไม่มีสิ่งใดตายตัว ไม่มีสิ่งใดคงสภาพอยู่เช่นเดิม การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา
2. พวกโสฟิสต์ (The Sophists) มีความเชื่อเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของมนุษย์ เช่น วิธีการหาความรู้ ความคิด ความรู้สึก เน้นการปฏิบัติของมนุษย์ ไม่ใช่แสวงหาความจริงเกี่ยวกับจักวาล
3. ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) มีความเชื่อเกี่ยวกับวิธีการหาความรู้ของมนุษย์ เชื่อว่ามนุษย์ควรมีวิธีการค้นหาความรู้อย่างเป็นระบบ เริ่มจาก การสังเกต การรวบรวมข้อเท็จจริง ค้นคว้าทดลองและสรุป
4. โอกุสต์ กองต์ (Auguste Comte) มีความคิดว่าความเจริญก้าวหน้าเป็นไปตามลำดับขั้น 3 ขั้น คือ
4.1 ขั้น เทววิทยา
4.2 ขั้น อภิปรัชญา
4.3 ขั้น ปฏิฐาน
ต้องศึกษาว่าปรัชญานี้มีความจริงว่าอย่างไร ความรู้คืออะไร และคุณค่าคืออะไร
ความคิดของนักปรัชญา เช่น
1. เฮราคลิตุส (Heraclitus) เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงและการแปรสภาพของสรรพสิ่งในจักรวาลเปลี่ยนแปลงไปสู่แบบและรูปร่างใหม่ๆ ตลอดเวลา ไม่มีสิงใดหยุดนิ่ง ไม่มีสิ่งใดตายตัว ไม่มีสิ่งใดคงสภาพอยู่เช่นเดิม การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา
2. พวกโสฟิสต์ (The Sophists) มีความเชื่อเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของมนุษย์ เช่น วิธีการหาความรู้ ความคิด ความรู้สึก เน้นการปฏิบัติของมนุษย์ ไม่ใช่แสวงหาความจริงเกี่ยวกับจักวาล
3. ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) มีความเชื่อเกี่ยวกับวิธีการหาความรู้ของมนุษย์ เชื่อว่ามนุษย์ควรมีวิธีการค้นหาความรู้อย่างเป็นระบบ เริ่มจาก การสังเกต การรวบรวมข้อเท็จจริง ค้นคว้าทดลองและสรุป
4. โอกุสต์ กองต์ (Auguste Comte) มีความคิดว่าความเจริญก้าวหน้าเป็นไปตามลำดับขั้น 3 ขั้น คือ
4.1 ขั้น เทววิทยา
4.2 ขั้น อภิปรัชญา
4.3 ขั้น ปฏิฐาน
วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2551
ความอุดมสมบูรณ์ของชีวิต
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในกรุงลอนดอน เป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุราว 70 ล้านชิ้น ของเหล่านี้มาจากทุกอาณาจักรของสิ่งมีชีวิตและจากทุกมุมโลก ทั้งพืชและสัตว์ เก็บรักษาไว้ด้วยวิธีการต่างๆ กัน การได้เข้ามาสถานที่นี้เหมือนกับการได้ท่องไปในสมองของดาร์วิน ผู้ที่เป็นคนเก็บสะสมวัตถุล้ำค่านี้ เช่น โจเซฟ แบงก์ส (Joseph Banks) อเล็กซานเดอร์ วอน ฮูมโบลด์ (Alexander von Humboldt) และดาร์วิน นอกจากนี้ยังมีนักสะสม เช่น ริชาร์ด ไมเนิร์ต ฮาเกน (Richard Minertzhagen) ผู้เขียนหนังสือ Bird of Arabia นอร์แมน ผู้ศึกษาพืชชนิดเดียวชื่อ เซนต์จอห์นลิเวิร์ต เป็นเวลาถึง 42 ปี และ เลน เอลลิส (Len Ellis) ผู้ศึกษาไบรโอไฟต์ หรือมอสส์มอสส์ชอบด้านทิศเหนือของต้นไม้มากกว่าด้านอื่นๆ ซึ่งมีความหมายรวมถึงไลเคนด้วย แต่ในศตวรรษที่ 19 ยังไม่มีการแยกระหว่างมอสส์กับไลเคน เฮนรี เอส คอนาร์ด (Henry S. Conard) เขียนไว้ในหนังสือ How to Know the mosses and Liverworts ว่า “ไม่มีกลุ่มพืชขนาดใหญ่มากๆ กลุ่มใดจะไร้ประโยชน์ยิ่งไปกว่ามอสส์อีกแล้ว ไม่ว่าจะในด้านการค้าหรือด้านเศรษฐกิจ”มอสส์เป็นพืชที่อยู่ในอาณาจักรไบรโอไฟต์ ประกอบด้วยชนิดพันธุ์มากกว่า 10,000 ชนิด ที่จัดอยู่ใน 700 สกุล มอสส์เป็นพืชเขตร้อน แถบประเทศมาเลเซียจะพบความหลากหลายของพืชชนิดนี้มาก ปัจจุบัน มอสส์ถูกจัดอยู่ใน 3 สกุล คือ เดรพาโนคลาดัส วามสทอร์เฟีย และฮามาทาคูลิส เมื่อมีการพบมอสส์ชนิดใหม่จะต้องนำไปเปรียบเทียบกับชนิดอื่นทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจว่ายังไม่เคยมีการจดบันทึก จากนั้นเขียนรายละเอียดอย่างเป็นทางการ เตรียมภาพประกอบ และตีพิมพ์ ซึ่งต้องใช้เวลาทั้งหมดไม่น้อยกว่า 6 เดือนการเก็บตัวอย่างมอสส์โดยผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน เช่น ชาร์ลส์ ไลเยลล์ (Charles Lyell) จอร์จ ฮันต์ ( George Hunt) ทำให้คอลเล็กชั่นมอสส์ของ เลน เอลลีสมีความสมบูรณ์ครบถ้วนมากที่สุดในโลกเพราะมีมากถึง 7.8 แสนตัวอย่าง บางชิ้นเคยอยู่ในความครอบครองของ โรเบิร์ต บราวน์ (Robert Brown) นักพฤกษศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ค้นพบปรากฎการณ์บราวเนียน โมซัน และนิวเคลียสของเซลล์ ผู้ก่อตั้งและดูแลแผนกพฤกษศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติเป็นเวลาถึง 31 ปีโจเซฟ แบงก์ส นักพฤกษศาสตร์ของอังกฤษ ได้สำรวจข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ โดยเดินทางไปกับเรือเอ็นเดเวอร์ ที่มีกัปตันคุกเป็นกัปตันเรือ และประสบความสำเร็จในการเดินทาง เพราะได้ศึกษาและเก็บตัวอย่างพืชจากสถานที่ต่างๆ ที่ไม่เคยไป ประกอบกับแบงก์สเป็นนักสะสมที่มีไหวพริบและสร้างสรรค์แม้ในยามที่ไม่สามารถขึ้นฝั่งที่รีโอเดจาเนโรได้เพราะเป็นด่านกักกันโรค เขาก็ไปสำรวจตามลังอาหารสัตว์และได้ค้นพบพืชชนิดใหม่ๆ อีกหลายชนิด เขานำตัวอย่างพืชกลับมากว่า 3 หมื่นตัวอย่าง ซึ่งในจำนวนนี้มี 1,400 ตัวอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนในศตวรรษที่ 18 การเก็บรวบรวมตัวอย่างพืชกลายเป็นความบ้าคลั่งระดับนานาชาติ ความรุ่งเรือง ความมั่งคั่งรอคอยผู้ที่สามารถพบพืชชนิดใหม่ๆ ธอมัส นัตทอลล์ (Thomas Nuttall) ผู้ตั้งชื่อหวายสีม่วงตามชื่อ แคสปาร์ วิสตาร์ (Caspar Wista) จอห์น เฟรเชอร์ (John Fraser) ชื่อของเขาถูกนำไปตั้งชื่อสนเฟอร์เฟรเชอร์ และจอห์น ลีเอิง นักพฤกษศาสตร์สมัครเล่นบนโลกมีสิ่งมีชีวิตอยู่มากมาย คาร์ล ลินเน (Carl Linne) หรือ คาโรลัส ลินเนียส (Carolus Linnaeus) ชาวสวีเดน ศึกษาด้านการแพทย์ในสวีเดนและฮอลแลนด์ แต่ที่เขาสนใจคือโลกของธรรมชาติ เมื่ออายุราว 20 ปี เขาเริ่มทำหนังสือและรวบรวมรายชื่อพันธุ์พืชและสัตว์ของโลกโดยใช้ระบบที่คิดขึ้นเอง ระบบการแบ่งหมวดหมู่สิ่งมีชีวิตของเขาเป็น “ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกวิทยาศาสตร์” ลินเนียสมีนิสัยหมกมุ่นในเรื่องเซ็กซ์ เขาแบ่งกลุ่มพืชตามธรรมชาติของอวัยวะสืบพันธุ์ แต่ระบบการจัดหมวดหมู่ของเขาก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธหรือโต้แย้งได้ ก่อนหน้าที่จะมีระบบลินเนียส การตั้งชื่อพืชเป็นไปในลักษณะที่ให้รายละเอียดขยายความยืดยาว และการตั้งชื่อที่ไม่สอดคล้องเป็นระเบียบ ลินเนียสแก้ปัญหาความวุ่นวายและสามารถนำมาใช้จัดระบบหมวดหมู่ เป็นที่ยอมรับของทุกคนได้เพราะความสามารถบอกลักษณะเด่นของแต่ละชนิดได้ งานตลอดชีวิตของ ลินเนียส คือ การปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องการจัดหมวดหมู่พืชและสัตว์ด้วยการแบ่งหมวดหมู่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดตามลักษณะทางกายภาพ อนุกรมวิธาน ตลอดชีวิต ลินเนียสตั้งชื่อและบันทึกพันธุ์พืชและสัตว์ถึง 13,000 ชนิด คุณสมบัติที่มีอยู่ในงานของเขาที่ไม่มีใครเทียบได้ คือ ความสอดคล้อง เป็นระเบียบ เรียบง่ายและไม่มีวันล้าสมัยระบบของอนุกรมวิธานยังมีความสับสนวุ่นวายเกี่ยวกับการแบ่งไฟลัมของสัตว์ มีความเข้าใจไม่ตรงกัน ในการแก้ปัญหาความไม่ลงรอยกันในระดับโลก ได้มีการตั้งคณะทำงานที่มีชื่อว่า สมาคมอนุกรมวิธานพืชนานาชาติ (International Association for Taxonomy) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ตัดสินชี้ขาดปัญหาเรื่องชื่อไหนมาก่อนและชื่อไหนเป็นชื่อซ้ำ เราจะพบว่ามีการโต้เถียงและการจัดเรียงลำดับต้นแบบตัวเดียวกันใหม่ในอาณาจักรสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทั้งหมด ดังนั้นการทำบัญชีรายชื่อจึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ อย่างที่คิด เพราะเราไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าจำนวนสิ่งมีชีวิตบนโลกของเรามีอยู่เท่าไร “ไม่รู้ แม้กระทั่งจำนวนที่ใกล้เคียงที่สุด” ตัวเลขที่ประเมินกันก็คือ ตั้งแต่ 3 ล้านถึง 200 ล้าน และจากรายงานในนิตยสาร The Economist กล่าวว่ายังมีชนิดของพืชและสัตว์อีกกว่า 97 เปอร์เซนต์คอยให้เราค้นพบ ในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่เรารู้จัก มีมากกว่าร้อยละ 99 ที่เรามีเพียงรายละเอียดหยาบๆ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่า นักอนุกรมวิธานที่ทำงานอยู่มีราว 10,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตที่ต้องจดบันทึกและที่สำคัญการขาดแคลนกำลังเงินและศักดิ์ศรีในปี 2001 เควิน เคลลี (Kevin Kelly) ตั้งองค์กรชื่อ มูลนิธิชนิดพันธุ์ (All Species Foundation) ขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกและเก็บบันทึกไว้ในฐานข้อมูล ด้วยเหตุผลหลักที่เรารู้จักสิ่งมีชีวิตบนโลกน้อยมาก 3 ประการ คือสิ่งมีชีวิตส่วนมากมีขนาดเล็กและมองเห็นยากผู้เชี่ยวชาญน้อยเกินไปโลกเราเป็นที่กว้างใหญ่ไพศาล
เซลล์
Hooke) เป็นบุคคลแรกที่กล่าวถึงเรื่อง เซลล์ เขาเป็นนักทฤษฎีและนักประดิษฐ์ แต่สิ่งที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องมากที่สุด คือ หนังสือ เรื่อง Microphagia : or Some Physiological Descriptions o Miniature Bodies Made by Magnifying Glasses ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1665 หนังสือเล่มนี้เปิดเผยให้คนทั่วไปได้เห็นจักรวาลของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ จำนวนมากมายที่มีความหลากหลาย และมีโครงสร้างงดงามเกินกว่าจะคาดคิดจินตนาการได้ สิ่งมีชีวิตที่มองเห็นด้วยกล้องจุลทรรศน์สิ่งแรกที่ฮุคระบุคือ ห้องเล็ก ๆ ในพืชที่เรียกว่า “เซลล์” ซึ่งในขณะนั้นมีการใช้กล้องจุลทรรศน์มานานกว่า 1 ชั่วอายุคนแล้ว แต่กล้องจุลทรรศน์ที่ ฮุค ใช้มีกำลังขยายได้ถึง 30 เท่า จึงทำให้ ฮุคเป็นนักประดิษฐ์ที่ยอดเยี่ยมในคริสต์ศตวรรษที่ 17
ในทศวรรษต่อมามีพ่อค้าผ้าลินินประเทศฮอลแลนด์ ชื่อ แอนโทนี วาน เลเวนฮูค ได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่มีกำลังขยายได้ถึง 275 เท่า เขาได้ส่งภาพวาดและรายงานที่ได้จากการใช้กล้องจุลทรรศน์ให้สมาคมนักวิชาการแห่งอังกฤษ รายงานของเขาไม่มีการอธิบายใด ๆ มีเพียงข้อเท็จจริงง่าย ๆ ที่เขาพบโดยบันทึกเป็นภาษาดัตช์และภาพเขียนที่งดงาม เขาส่งรายงานเกือบสองร้อยชิ้น และส่งทุกเรื่องที่เขาคิดว่ามีประโยชน์ เช่น เซลล์เลือด ฟัน ผม น้ำลาย อุจจาระ และน้ำอสุจิของเขา ซึ่งของทุกอย่างไม่มีใครเคยเห็นผ่านกล้องจุลทรรศน์มาก่อน ต่อมาสมาคมนักวิชาการของอังกฤษได้ใช้เครื่องมือที่ดีที่สุดค้นหา สัตว์ตัวเล็กๆ(animalcules) ที่ เลเวนฮูค ค้นพบได้ในตัวอย่างน้ำ คือ โพรโตซัว (Protozoa) ซึ่งเขาคำนวณว่าในน้ำหยดเดียว มี Protozoa อยู่ถึง 8,280,000 ตัว
ในปี ค.ศ.1638 เลเวนฮูค ได้ค้นพบแบคทีเรีย แต่ข้อจำกัดเรื่องกำลังขยายของกล้องจุลทรรศน์จึงทำให้มีคนเห็นนิวเคลียสของเซลล์ครั้งแรกเมื่อ ปี 1831 โดยนักพฤกษศาสตร์ชาวสก๊อต ชื่อ โรเบิร์ต บราวน์ เขาเรียกสิ่งที่เขาพบว่า นิวเคลียส ซึ่งมาจากภาษาละตินว่า nucula แปลว่า ถั่วเล็กๆ ต่อมาในปี ค.ศ. 1839 ธีโอดอร์ ชวานน์ ชาวเยอรมัน เป็นผู้ที่รู้ว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับเซลล์ แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับจนกระทั่งศตวรรษ 1860 หลังจากการค้นพบของหลุยส์ ปาสเตอร์ ทำให้เรารู้ว่าชีวิตเกิดขึ้นเองไม่ได้ต้องเกิดมาจากเซลล์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือที่เรียกว่า “ทฤษฎีเซลล์” มีการเปรียบเซลล์กับสิ่งต่างๆ มากมาย เช่น โรงกลั่นทางเคมี และมหานครอันกว้างใหญ่ เซลล์เป็นและไม่เป็นทั้งสองอย่าง ไม่มีพื้นที่ส่วนใดของอะตอมที่ไม่ถูกใช้งาน ทุกหนทุกแห่งล้วนมีกิจกรรมและมีเสียงพลังงานไฟฟ้าดังไม่หยุดแต่ที่เราไม่รู้สึกก็เพราะว่ามันเกิดในปริมาณที่น้อยมาก ไม่ว่าจะมีรูปร่างหรือขนาดอย่างไร เซลล์เกือบทุกเซลล์ล้วนถูกสร้างให้มีพื้นฐานแบบเดียวกัน คือมีเปลือกหุ้มด้านนอกที่เรียกว่า เยื่อ (membreane) มีนิวเคลียสที่ภายในบรรจุข้อมูลทางพันธุกรรมที่มีความสำคัญให้ชีวิตดำเนินไปได้ มีไซโทพลาซึมระหว่างเยื่อและนิวเคลียส เยื่อถูกสร้างจากไขมันชนิดหนึ่ง เรียกว่า ลิพิด เมื่อขยายเซลล์ให้ใหญ่ขึ้นเท่าเมล็ดถั่ว จะพบว่าภายในเซลล์มีวัตถุเป็นล้านๆ ชิ้น วัตถุเหล่านี้จะพุ่งไปมาเหมือนลูกกระสุนจากทุกทิศทางเป็นพันๆ ครั้งต่อวินาที ไม่มีที่ไหนที่ไม่ถูกกระแทกและฉีกทึ้ง โดยเฉลี่ยดีเอ็นเอแต่ละเส้นจะถูกสารเคมีและสารอื่นๆ โจมตีหรือทำความเสียหายหนึ่งครั้งทุกๆ 8.4วินาที หรือหนึ่งหมื่นครั้งต่อวันและแผลทุกทุกแผลจะถูกเย็บติดอย่างรวดเร็วไม่เช่นนั้นเซลล์ก็จะตาย
โปรตีนจะมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ ทำงานตลอดเวลา ทำหน้าที่สร้างและซ่อมโมเลกุลไม่หยุด บางตัวจะตรวจสอบโปรตีนที่ผ่านไปมาและทำเครื่องหมายตัวที่ถูกทำลายเสียหายหรือมีความบกพร่องซ่อมแซมไม่ได้ก็จะถูกแยกส่วนเพื่อนำส่วนประกอบต่างๆ ไปสร้างโปรตีนตัวใหม่ โปรตีนบางชนิดมีชีวิตอยู่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง บางชนิดอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ ปกติแล้วในหนึ่งเซลล์จะมีโปรตีนแตกต่างกันราว 20,000 ชนิดประมาณ 2,000 ชนิดที่แต่ละตัวมีโมเลกุลอย่างน้อย 50,000 โมเลกุล จำนวนโมเลกุลรวมทั้งหมดในแต่ละเซลล์ประมาณ 100 ล้านโมเลกุล กระบวนการทำงานเหล่านี้ ต้องใช้ทรัพยากรอุดหนุนจำนวนมาก เช่น หัวใจของเราต้องปั๊มเลือด 75 แกลลอนต่อชั่วโมง 1,800 แกลลอนทุกวัน 657,000 แกลลอนในหนึ่งปีออกซิเจนจะถูกไมโทคอนเดรียดึงออกไป และเปลี่ยนมันให้เป็นโมเลกุลที่ชื่อ อะดีโนซีน ไทรฟอสเฟต หรือ เอทีพี คือสิ่งที่ทำให้มีชีวิตอยู่ได้ ทำหน้าที่ให้พลังงานแก่กระบวนการทำงานทั้งหมดของเซลล์และเราต้องใช้มันจำนวนมากแม้ขณะนอนหลับ เซลล์หนึ่งเซลล์ในร่างกายจะมีโมเลกุลเอทีพีอยู่ราว 1 พันล้านโมเลกุล และในเวลา 2 นาที ทุกตัวจะถูกใช้จนแห้ง แล้วอีก 1 พันล้านโมเลกุลก็จะเข้ามาทำหน้าที่แทน ทุกๆ วันเราผลิตและใช้เอทีพีปริมาณเท่ากับครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัว เมื่อเราสัมผัสได้ถึงความร้อนที่ผิวหนังนั่นคือเอทีพีกำลังทำงานอยู่
ทุกๆ วันเซลล์หลายพันล้านเซลล์จะตายลงโดยการถอดโครงสร้างทุกชิ้นที่ยึดมันเข้าด้วนกันแล้วเผาผลาญส่วนประกอบของตัวมันเอง กระบวนการนี้เรียกว่าเซลล์เดี่ยวแตกตายเอง(apoptosis) เซลล์ถูกกำหนดให้ตายแบบนี้ เซลล์อื่นๆ อีกหลายพันล้านตัวจะจัดการทำความสะอาด แต่ในบางครั้ง เซลล์ไม่ยอมทำลายตัวเองตามคำสั่งที่ได้รับ แต่กลับแพร่กระจายอย่างรวดเร็วจนควบคุมไม่ได้ คือ หนึ่งครั้งต่อการแบ่งตัวหนึ่งแสนล้านล้านครั้ง เราเรียกผลที่เกิดขึ้นว่า มะเร็ง
ความมหัศจรรย์ของเซลล์อยู่ที่การจัดการทุกอย่างได้อย่างราบรื่นยาวนานโดยไม่หยุดพักเลยด้วยการส่ง ตรวจตรา สังเกตการณ์กระแสข้อมูลจากทั่วทั้งร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุด สัญญาณเหล่านี้ส่วนมากมาถึงโดยใช้คนส่งข่าวชื่อ ฮอร์โมน และสารประกอบเคมี นอกจากนี้ยังมีข้อความโทรเลขจากสมองหรือจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย เห็นได้ชัดว่าไม่มีการไตร่ตรองอยู่เบื้อหลังการทำงานของเซลล์ ทั้งหมดเกิดขึ้นเองซ้ำๆ อย่างราบรื่น และแน่นอนมากเสียจนเราแทบไม่รู้สึกเลยและไม่รู้ด้วยเหตุผลใด กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่เพียงเกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบภายในเซลล์เท่านั้นแต่ยังประสานเป็นหนึ่งเดียวกันตลอดทั่วทั้งร่างกายของสิ่งมีชีวิตด้วย ดังนั้น สิ่งมีชีวิตทุกชนิดคือสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมด้านอะตอม
ในทศวรรษต่อมามีพ่อค้าผ้าลินินประเทศฮอลแลนด์ ชื่อ แอนโทนี วาน เลเวนฮูค ได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่มีกำลังขยายได้ถึง 275 เท่า เขาได้ส่งภาพวาดและรายงานที่ได้จากการใช้กล้องจุลทรรศน์ให้สมาคมนักวิชาการแห่งอังกฤษ รายงานของเขาไม่มีการอธิบายใด ๆ มีเพียงข้อเท็จจริงง่าย ๆ ที่เขาพบโดยบันทึกเป็นภาษาดัตช์และภาพเขียนที่งดงาม เขาส่งรายงานเกือบสองร้อยชิ้น และส่งทุกเรื่องที่เขาคิดว่ามีประโยชน์ เช่น เซลล์เลือด ฟัน ผม น้ำลาย อุจจาระ และน้ำอสุจิของเขา ซึ่งของทุกอย่างไม่มีใครเคยเห็นผ่านกล้องจุลทรรศน์มาก่อน ต่อมาสมาคมนักวิชาการของอังกฤษได้ใช้เครื่องมือที่ดีที่สุดค้นหา สัตว์ตัวเล็กๆ(animalcules) ที่ เลเวนฮูค ค้นพบได้ในตัวอย่างน้ำ คือ โพรโตซัว (Protozoa) ซึ่งเขาคำนวณว่าในน้ำหยดเดียว มี Protozoa อยู่ถึง 8,280,000 ตัว
ในปี ค.ศ.1638 เลเวนฮูค ได้ค้นพบแบคทีเรีย แต่ข้อจำกัดเรื่องกำลังขยายของกล้องจุลทรรศน์จึงทำให้มีคนเห็นนิวเคลียสของเซลล์ครั้งแรกเมื่อ ปี 1831 โดยนักพฤกษศาสตร์ชาวสก๊อต ชื่อ โรเบิร์ต บราวน์ เขาเรียกสิ่งที่เขาพบว่า นิวเคลียส ซึ่งมาจากภาษาละตินว่า nucula แปลว่า ถั่วเล็กๆ ต่อมาในปี ค.ศ. 1839 ธีโอดอร์ ชวานน์ ชาวเยอรมัน เป็นผู้ที่รู้ว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับเซลล์ แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับจนกระทั่งศตวรรษ 1860 หลังจากการค้นพบของหลุยส์ ปาสเตอร์ ทำให้เรารู้ว่าชีวิตเกิดขึ้นเองไม่ได้ต้องเกิดมาจากเซลล์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือที่เรียกว่า “ทฤษฎีเซลล์” มีการเปรียบเซลล์กับสิ่งต่างๆ มากมาย เช่น โรงกลั่นทางเคมี และมหานครอันกว้างใหญ่ เซลล์เป็นและไม่เป็นทั้งสองอย่าง ไม่มีพื้นที่ส่วนใดของอะตอมที่ไม่ถูกใช้งาน ทุกหนทุกแห่งล้วนมีกิจกรรมและมีเสียงพลังงานไฟฟ้าดังไม่หยุดแต่ที่เราไม่รู้สึกก็เพราะว่ามันเกิดในปริมาณที่น้อยมาก ไม่ว่าจะมีรูปร่างหรือขนาดอย่างไร เซลล์เกือบทุกเซลล์ล้วนถูกสร้างให้มีพื้นฐานแบบเดียวกัน คือมีเปลือกหุ้มด้านนอกที่เรียกว่า เยื่อ (membreane) มีนิวเคลียสที่ภายในบรรจุข้อมูลทางพันธุกรรมที่มีความสำคัญให้ชีวิตดำเนินไปได้ มีไซโทพลาซึมระหว่างเยื่อและนิวเคลียส เยื่อถูกสร้างจากไขมันชนิดหนึ่ง เรียกว่า ลิพิด เมื่อขยายเซลล์ให้ใหญ่ขึ้นเท่าเมล็ดถั่ว จะพบว่าภายในเซลล์มีวัตถุเป็นล้านๆ ชิ้น วัตถุเหล่านี้จะพุ่งไปมาเหมือนลูกกระสุนจากทุกทิศทางเป็นพันๆ ครั้งต่อวินาที ไม่มีที่ไหนที่ไม่ถูกกระแทกและฉีกทึ้ง โดยเฉลี่ยดีเอ็นเอแต่ละเส้นจะถูกสารเคมีและสารอื่นๆ โจมตีหรือทำความเสียหายหนึ่งครั้งทุกๆ 8.4วินาที หรือหนึ่งหมื่นครั้งต่อวันและแผลทุกทุกแผลจะถูกเย็บติดอย่างรวดเร็วไม่เช่นนั้นเซลล์ก็จะตาย
โปรตีนจะมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ ทำงานตลอดเวลา ทำหน้าที่สร้างและซ่อมโมเลกุลไม่หยุด บางตัวจะตรวจสอบโปรตีนที่ผ่านไปมาและทำเครื่องหมายตัวที่ถูกทำลายเสียหายหรือมีความบกพร่องซ่อมแซมไม่ได้ก็จะถูกแยกส่วนเพื่อนำส่วนประกอบต่างๆ ไปสร้างโปรตีนตัวใหม่ โปรตีนบางชนิดมีชีวิตอยู่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง บางชนิดอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ ปกติแล้วในหนึ่งเซลล์จะมีโปรตีนแตกต่างกันราว 20,000 ชนิดประมาณ 2,000 ชนิดที่แต่ละตัวมีโมเลกุลอย่างน้อย 50,000 โมเลกุล จำนวนโมเลกุลรวมทั้งหมดในแต่ละเซลล์ประมาณ 100 ล้านโมเลกุล กระบวนการทำงานเหล่านี้ ต้องใช้ทรัพยากรอุดหนุนจำนวนมาก เช่น หัวใจของเราต้องปั๊มเลือด 75 แกลลอนต่อชั่วโมง 1,800 แกลลอนทุกวัน 657,000 แกลลอนในหนึ่งปีออกซิเจนจะถูกไมโทคอนเดรียดึงออกไป และเปลี่ยนมันให้เป็นโมเลกุลที่ชื่อ อะดีโนซีน ไทรฟอสเฟต หรือ เอทีพี คือสิ่งที่ทำให้มีชีวิตอยู่ได้ ทำหน้าที่ให้พลังงานแก่กระบวนการทำงานทั้งหมดของเซลล์และเราต้องใช้มันจำนวนมากแม้ขณะนอนหลับ เซลล์หนึ่งเซลล์ในร่างกายจะมีโมเลกุลเอทีพีอยู่ราว 1 พันล้านโมเลกุล และในเวลา 2 นาที ทุกตัวจะถูกใช้จนแห้ง แล้วอีก 1 พันล้านโมเลกุลก็จะเข้ามาทำหน้าที่แทน ทุกๆ วันเราผลิตและใช้เอทีพีปริมาณเท่ากับครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัว เมื่อเราสัมผัสได้ถึงความร้อนที่ผิวหนังนั่นคือเอทีพีกำลังทำงานอยู่
ทุกๆ วันเซลล์หลายพันล้านเซลล์จะตายลงโดยการถอดโครงสร้างทุกชิ้นที่ยึดมันเข้าด้วนกันแล้วเผาผลาญส่วนประกอบของตัวมันเอง กระบวนการนี้เรียกว่าเซลล์เดี่ยวแตกตายเอง(apoptosis) เซลล์ถูกกำหนดให้ตายแบบนี้ เซลล์อื่นๆ อีกหลายพันล้านตัวจะจัดการทำความสะอาด แต่ในบางครั้ง เซลล์ไม่ยอมทำลายตัวเองตามคำสั่งที่ได้รับ แต่กลับแพร่กระจายอย่างรวดเร็วจนควบคุมไม่ได้ คือ หนึ่งครั้งต่อการแบ่งตัวหนึ่งแสนล้านล้านครั้ง เราเรียกผลที่เกิดขึ้นว่า มะเร็ง
ความมหัศจรรย์ของเซลล์อยู่ที่การจัดการทุกอย่างได้อย่างราบรื่นยาวนานโดยไม่หยุดพักเลยด้วยการส่ง ตรวจตรา สังเกตการณ์กระแสข้อมูลจากทั่วทั้งร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุด สัญญาณเหล่านี้ส่วนมากมาถึงโดยใช้คนส่งข่าวชื่อ ฮอร์โมน และสารประกอบเคมี นอกจากนี้ยังมีข้อความโทรเลขจากสมองหรือจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย เห็นได้ชัดว่าไม่มีการไตร่ตรองอยู่เบื้อหลังการทำงานของเซลล์ ทั้งหมดเกิดขึ้นเองซ้ำๆ อย่างราบรื่น และแน่นอนมากเสียจนเราแทบไม่รู้สึกเลยและไม่รู้ด้วยเหตุผลใด กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่เพียงเกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบภายในเซลล์เท่านั้นแต่ยังประสานเป็นหนึ่งเดียวกันตลอดทั่วทั้งร่างกายของสิ่งมีชีวิตด้วย ดังนั้น สิ่งมีชีวิตทุกชนิดคือสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมด้านอะตอม
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)